2009/Oct/28

 

วันฮาโลวีน (Halloween)
เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ในประเทศทางตะวันตก
เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง
มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือตกแต่งฟักทองให้เป็นโคมไฟ
หรือที่เรียกกันว่า jack-o'-lantern

การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันใน สหรัฐอเมริกา,
ไอร์แลนด์, อังกฤษ, แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ประเทศอื่นๆ ในยุโรป
รวมทั้งในทวีปอื่นๆ ก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

ประวัติ

วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาวเซ็ลท (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่ง
ในไอร์แลนด์  ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน
และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่
ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเซ็ลทเชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็น
จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา
จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นๆ เพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ทีนี้ก็เดือดร้อนถึงคนเป็นละซิ ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน
ชาวเซ็ลทจึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น
และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย
นอกจากนี้ ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด
ประมาณว่า ปลอมตัวเป็นผีร้ายไปเลย ไม่ใช่มนุษย์นะ
และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจ หนีหายสาบสูญไปเลย
บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา 'คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง'
เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก



แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสต์กาล
ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์
ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสต์กาล
ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเซ็ลท
แต่ได้ตัดการเผาร่าง 'คนที่ถูกผีสิง' ออก
เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน
กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์
เสื่อมถอยลงตามลำดับ
ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ
การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาด
ตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป

 ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840
โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา
สำหรับประเพณี Trick or Treat นั้น
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป
ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls'
พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (Soul cake)
จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า
ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร
วิญญาณของญาติผู้บริจาค ก็ได้รับผลบุญ
ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น

 

 

 

 

 

ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น
เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช
ที่กล่าวถึง Jack-o-lantern
ซึ่งเป็นนักเล่นกล จอมขี้เมา
วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้
และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้
ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้
จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ
'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก'
แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้
เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์
ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก
ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา
เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด
และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง
เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น



ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน
อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน
เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว'
Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ
และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่
แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา
ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก
จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน
หัวผักกาด จึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลนี้

ประเพณี Trick or Treat ในสหรัฐอเมริกา
คือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ เฝ้ารอคอย
ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทอง
และตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่ง
ของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest)
ในช่วงเดียวกันนั้น
แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวาน
ที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน
เรียกว่า  Candy
Corn
และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า...
ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี
เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน
โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ
(เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา)
พร้อมกับถามว่า Trick or treat?
เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้
แล้วมอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น
ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน
หรือเลือกตอบ Trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด
ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน
ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ
แล้วอาจจบลงด้วย การ treat เด็กๆ ด้วยขนมในที่สุด




2009/Oct/04

 

อ่านเจอจาก ผู้จัดการออนไลน์

ขออนุญาตนำมาแบ่งกันอ่านที่นี่ค่ะ

คงจะดีไม่น้อยถ้าทุกคนในครอบครัว

หันมาให้ความสำคัญซึ่งกันและกันมากขึ้นในทุกๆวัน

โดยที่ไม่ต้องรอโอกาสเนื่องในวันพิเศษใดก็ตาม

ดังนั้นในวันนี้จึงขอนำเสนอวิธีเติมรักง่ายๆ

ที่ใครๆก็ทำได้ 12 วิธีด้วยกัน คือ
       
       1. กินอาหารร่วมกัน และรับฟังซึ่งกันและกัน
       

       “การกินอาหารร่วมกัน เปิดโอกาสให้สมาชิกได้พูดคุย

เกี่ยวกับชีวิตของตน พ่อแม่จึงควรใช้เวลานี้

“รับฟัง ให้คำแนะนำ และให้กำลังใจลูก”
       

       *** กินอาหารร่วมกับครอบครัวอย่างมีคุณภาพ
       

       - ควรปิดโทรทัศน์และวิทยุระหว่างรับประทานอาหาร

เพื่อไม่ให้มีสิ่งอื่นดึงดูดความสนใจของสมาชิก
       
       - พูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกๆ คนในครอบครัว เช่น โรงเรียน ที่ทำงาน ฯลฯ
       
       - พูดคุยอย่างสร้างสรรค์เชิงบวก และให้ทุกคนได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
       
       - สอบถามลูก ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเขา ซึ่งพ่อแม่จะได้เรียนรู้

ถึงอุปสรรคที่ลูกพบเจอ และให้คำแนะนำแก่ลูกอย่างถูกต้อง
       
       - รับประทานอาหารร่วมกันเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารเย็น

ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพ่อ แม่ ลูก และสร้างกิจวัตรและความสะดวกใจให้แก่ลูก

ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูก และทำให้ลูกรู้สึกถึงความสำคัญ

และความรักที่พ่อแม่มีให้กับลูก

 

2. อ่านหนังสือกับลูกเป็นประจำ
       
       “การ อ่านจะปลูกฝังความสนใจใฝ่รู้ กระตุ้นพัฒนาการทางภาษา

และช่วยให้ลูกอยากรู้ อยากเห็น เนื้อหาของหนังสือจึงควรเป็นเรื่องที่ลูกสนใจ”
       
       3. ทำงานบ้านด้วยกัน
       

       “การมอบงานบ้านที่ลูกถนัดให้ลูกทำ จะสอนเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่ลูก

และการทำงานบ้านร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก จะช่วยเสริมทักษะการสื่อสารในครอบครัว”
       
       4. สอนการบ้านลูก
       
       “การสอนการบ้าน จะช่วยให้ลูกสนใจการเรียน และการไปโรงเรียน

อีกทั้งการไปห้องสมุดร่วมกับลูก ก็เป็นการใช้เวลากับลูกที่สนุกสนานร่วมกัน”
       

       5. งานกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรก
       
       “พ่อแม่อาจทำกิจกรรมที่ลูกสนใจร่วมกับลูก เช่น ทำอาหาร

ขี่จักรยาน เล่นกีฬา ฯลฯ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่เปิดประตูการใช้เวลากับครอบครัว”
       
       6. เล่นเกม
       
       “เพื่อให้ลูกได้ละจากโทรทัศน์และเกมคอมพิวเตอร์

พ่อแม่อาจหาเกมประเภทอื่นเล่นกับลูก เช่น หมากรุก หมากฮอส

เพื่อใช้เวลาและได้พูดคุยกับลูก”
       
       7. วางแผนทำกิจกรรมนอกบ้าน
       
       “กิจกรรมนอกบ้าน จะช่วยให้พ่อแม่มีปฏิสัมพันธ์กับลูก

และช่วยเพิ่มความกระตือรือร้นของลูก ซึ่งจะนำไปสู่การสนทนาพูดคุยระหว่างพ่อแม่ลูก”

เช่น ขี่จักรยาน ขับรถเล่น ว่ายน้ำ เดินเล่นในสวนสาธารณะ ไปสวนสัตว์

ไปพิพิธภัณฑ์ ไปสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ไปเล่นกีฬา ไปสวนสนุก

ชมละคร ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับลูก เป็นต้น

 http://img22.imageshack.us/img22/4519/flowersm.png

8. สนับสนุนกิจกรรมกีฬาและสันทนาการ
       

       “การเล่นกีฬาและดนตรีร่วมกับลูก

เป็นโอกาสในการสร้างปฏิสัมพันธ์ พ่อแม่ควรส่งเสริม สนับสนุนกีฬาที่ลูกสนใจ

ที่ช่วยพัฒนาอารมณ์และร่างกายให้แก่ลูก”
       
       ไม่ว่าจะเป็น ดนตรีและศิลปะช่วยให้ลูกมีจินตนาการ

มีอารมณ์สุนทรีย์ และมองโลกในแง่ดี การปลูกต้นไม้ ช่วยให้ลูกรักและหวงแหนธรรมชาติ

หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงช่วยให้ลูกอ่อนโยน รักชีวิตของตนเองและผู้อื่น
       
       9. กำหนดปฏิทินการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว
       
       “พ่อแม่ควรจัดทำปฏิทินที่จะใช้เวลากับครอบครัวไว้ล่วงหน้า

และตกลงใจแน่วแน่ที่จะทำตามปฏิทินนั้น การทำปฏิทินล่วงหน้าจะช่วยให้พ่อแม่

คิดถึงกิจกรรม ที่สร้างสรรค์ที่จะทำร่วมกันในครอบครัว”
       
       10. ผลัดกันเล่าเรื่อง
       
       “การผลัดกันเล่าเรื่อง หรือนิทาน มีความสนุกสนานและสร้างปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว

สมาชิกอาจผลัดกันเล่าเรื่อง คนละ 5-10 นาที”
       
       11. สวดมนต์ก่อนนอนและไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา
       

       “การร่วมกันสวดมนต์ก่อนนอน หรือการไปวัด เพื่อทำบุญ ฟังธรรม

เป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์ และเพาะบ่มศีลธรรมและจริยธรรมแก่ลูก”
       
       12. เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน
       
       “การร่วมกิจกรรมของชุมชน เช่น แข่งกีฬา ฯลฯ นอกจากจะสนุกสนานแล้ว

ครอบครัวยังได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ”
       
       ขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับครอบครัว

สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

 

2009/Sep/29

 

คุณรู้หรือไม่ว่า ลำดับการเกิดของลูก

มีผลต่อพฤติกรรมที่ต่างกันด้วย

 

ลูกโทน

การที่ไม่ต้องแข่งกับใครทำให้ลูกโทนรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ตนมี

และบางครั้งอาจสนใจแต่เรื่องของตนเอง

ลูกสาวอาจสืบทอดลักษณะของความเข้มแข็งแบบผู้ชายจากพ่อ

ชอบแข่งขันและอยากเอาใจผู้เป็นแบบอย่าง

 

ลูกคนโต ชอบสั่ง

ลูกสาวอาจเป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบ

แต่ถ้ามีทั้งน้องชายและน้องสาว

ก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นแม่ด้วย

ลูกชายที่ไม่มีน้องสาว

อาจขาดลักษณะทางสังคมแบบเพศหญิง

และอาจเขินเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิง

 

 ลูกคนกลาง

มักสนใจสิ่งต่างๆหลากหลาย

และเป็นที่นิยมชมชอบของเพศตรงข้าม

แต่ความที่ต้องแข่งขันเพื่อเรียกร้องความสนใจ

อาจทำให้ลูกชายรู้สึกด้อยและทำให้ลูกสาวเอาแต่ใจตัวเอง

 

ลูกคนเล็ก

ไม่รู้ว่าการเป็นพ่อแม่จะต้องทำอย่างไร

ลูกชายอาจมีลักษณะนิสัยแบบผู้หญิง

และถ้ามีทั้งพี่ชายพี่สาว

ก็จะขาดความทะเยอทะยาน

หรือไม่สนใจเรื่องที่เป็นรายละเอียด

ลูกสาวอาจชอบอิสระ

แต่ต้องการคำแนะนำ

อาจมีอุปนิสัยแบบผู้หญิงมากเกินไป

และได้รับการตามใจจนเคยตัว

 

โดย คุณ RAJ PERSAUD จาก London Evening Standard

จาก นิตยสารสรรสาระ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2549

ขอขอบคุณค่ะ

2009/Sep/09

 

โรคซึมเศร้า คืออะไร

การคิดมากและกังวลจนทำให้รู้สึกเครียด

ความรู้สึกเบื่อและเซ็ง ทำอย่างไรก็ไม่หาย ไม่ดีขึ้น

แต่เป็นหนักขึ้นทุกวันทุกทีถึงขั้นซึมเศร้า

ใจคอหดหู่นานเป็นสัปดาห์ เรียกว่าโรคซึมเศร้า

ซึ่งเป็นการเจ็บป่วยของจิตใจ โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย

พบทุกเพศทุกวัย ทุกอายุและอาชีพ ทุกเชื้อชาติ

ประมาณกันว่าคนทั่วไป 1 ใน 10-20 คน (หรือร้อยละ 20)

มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า






ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกหดหู่

อารมณ์ท้อแท้ เศร้าหมอง เบื่อหน่าย หรือหงุดหงิดฉุนเฉียว

ใจลอยไม่มีสมาธิ หลงๆ ลืมๆ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร

อ่อนเพลีย เงียบซึมไม่อยากพูดคุยหรือพบปะกับใคร

และอาจมีอาการอื่นๆ ทางร่างกาย เช่น ปวดมึนศีรษะ

จุกเสียดแน่นท้อง ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น






โรคซึมเศร้า

มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยและครอบครัวได้มาก

ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกหมดหวังถึงขั้นฆ่าตัวตายชั่ววูบ

ทำให้เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย








โรคซึมเศร้า มีสาเหตุจากอะไร


โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยรวมๆ

ทางด้านจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวภาพ

โรคซึมเศร้ามักเกิดตามหลังความผิด

หรือการสูญเสียจากพราก

เช่น บุคคลที่รักตายจาก คนรักตีจาก

ความกดดันด้านสังคม การเรียน การงานหรือการเงิน

สภาพชีวิตที่โดดเดี่ยวว้าเหว่

ขาดความรักความอบอุ่น เป็นต้น






จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคซึมเศร้ามีมากมาย

ที่สำคัญคือ โรคซึมเศร้ามิได้เกิดจากสภาพจิตใจที่เปราะบาง

อ่อนแอ อย่างที่เข้าใจกันผิดๆ








หากแต่มีหลักฐานจากการวิจัยมาตลอด 20 ปีนี้ว่า

การเปลี่ยนแปลงของสมดุลย์ของสารเคมี

ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง มีผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน

(โดยเฉพาะสารสีโรโทนินนอร์เอปิเนพริม และโดปามีน)

แต่น่าเสียดาย ที่ยังไม่ทราบว่า

อะไรทำให้ระดับของสารเหล่านี้เปลี่ยนแปลง







อย่างไรก็ตาม

เรายังโชคดีที่มีการคิดค้นยารักษาโรคซึมเศร้าได้สำเร็จ

ในรายที่มีอาการไม่รุนแรงนัก อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้นเอง

จากการพยายามข่มใจ ทำใจ หรือพูดคุยปรับทุกข์กับผู้อื่นเป็นต้น

ตรงกับธรรมะที่เน้นว่าเรื่องทุกข์สุขของคนเราอยู่ที่ (จิต)ใจ







เดล คาร์เนกี้ กล่าวว่า

ความสุขของคนเราไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ได้

หรือสิ่งที่มี แต่อยู่ที่ความคิด ถ้าคิดในสิ่งที่ดีเรื่องดีๆ จิตใจก็สบาย

มีแต่ความสุขใจ ถ้าคิดเรื่องร้ายๆ จิตใจก็เศร้าหมอง

อย่างไรก็ตาม คนที่มีอารมณ์ซึมเศร้าอย่างรุนแรง

จะบังคับควบคุมจิตใจตนเองแทบไม่ได้เลย

จะคิดแต่ในเรื่องร้ายๆและสิ้นหวัง

จำเป็นต้องรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้าเพื่อให้อาการดีขึ้น

ไม่ต้องทุกข์ทรมานใจอยู่นานเป็นเดือนๆ








อาการ

โรคซึมเศร้า มีอาการสำคัญ ๆ ดังนี้



  อารมณ์เศร้า ผู้ป่วยรู้สึกใจคอหดหู่ เศร้าหมอง

ไม่มีชีวิตชีวา รู้สึกไม่แจ่มใส อารมณ์เศร้านี้จะเป็นติดต่อกันหลายวันถึงเป็นสัปดาห์



  อารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย

ผู้ป่วยรู้สึกหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนบ่อย ๆ




  ความรู้สึกเบื่อและหมดความสนใจ

ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อและหมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เคยทำให้รู้สึกดี

เช่น ไม่อยากดู TV ไม่อยากไปดูภาพยนตร์

ไม่อยากคุยกับเพื่อนหรือญาติ ไม่อยากไปเที่ยว เป็นต้น








 
อาการเบื่ออาหาร ผู้ป่วยรู้สึกเบื่อ ไม่รู้สึกอยากอาหาร

กินอาหารน้อยลงจนน้ำหนักลด



 
นอนไม่หลับ ระยะแรกอาจจะหลับยาก นอนหลับไม่สนิท

ฝันร้าย หรือตื่นบ่อย เมื่อเป็นมากขึ้น อาจตื่นกลางดึก ตีหนึ่ง ตีสอง

หรือตื่นเช้ามืด หลับต่อไม่ได้ เป็นทุกคืน







 
อาการอ่อนเพลีย ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย

โดยไม่มีสาเหตุทางร่างกายชัดเจน



 
ความคิดเชื่องช้า การเคลื่อนไหวตลอดจนการพูดจาเชื่องช้าลง

รู้สึกไม่กระตือรือร้น ต้องฝืนใจทำสิ่งต่าง ๆ เช่น การพูด

การแต่งตัว การทำงาน เป็นต้น



 
สมาธิเสีย ความจำไม่ดีและลืมง่ายเป็นอาการสำคัญ

อ่านหนังสือแล้วจำไม่ได้ ไม่มีสมาธิในการทำงาน







 
ความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ผู้ป่วยรู้สึกตัวเองไม่มีค่า

หรือหมดความสำคัญต่อครอบครัว เพื่อนร่วมงาน



 
ความคิดอยากตาย เมื่อเศร้ามาก ๆ ผู้ป่วยจะคิดอยากตาย

และพยายามฆ่าตัวตาย ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจฆ่าตัวตายสำเร็จ








ออกกำลังกายต้านซึมเศร้า


ผลการศึกษาโดยกลุ่มนักวิจัยจาก University of Texas

พบว่า เพียงออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆ สัก 30 นาที

สามารถช่วยให้ผู้ที่อยู่ในภาวะหดหู่ซึมเศร้ามีอารมณ์แจ่มใส

กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ทันใด เช่นเดียวกับผลที่ได้รับจากการสูบบุหรี่

ดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์






นักวิจัยทำการศึกษากลุ่มอาสาสมัครจำนวน 40 คน

ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-55 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ป่วย

ที่มีอาการหดหู่ซึมเศร้าขั้นรุนแรง

โดยไม่มีผู้ใดกินยาต้านอาการซึมเศร้า

หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ



อาสาสมัครถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

โดย 20 คนแรกต้องออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาที

ขณะอีกกลุ่มนั่งอยู่ในบรรยากาศเงียบสงบในเวลาเท่ากัน

นักวิจัยจะสอบถามและบันทึกสภาพจิตใจอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม

ในช่วง 5 นาทีก่อนเริ่มกิจกรรม และภายหลังกิจกรรม

ในช่วง 5 นาที, 30 นาที และ 1 ชั่วโมง ตามลำดับ







ผลปรากฏว่า อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม

สามารถลดอารมณ์ทางด้านลบของตนเองลงได้

เช่น ความเครียด ความกดดัน ความโกรธ หรือความเหนื่อยล้า

แต่เฉพาะอาสาสมัครที่ออกกำลังกายเท่านั้นบอกว่า

พวกเขามีความรู้สึกดีขึ้น







การศึกษาครั้งนี้พบว่า การออกกำลังกาย

ช่วยเพิ่มอารมณ์ด้านบวกอย่างมาก

สามารถยกระดับจิตใจของผู้ป่วยซึมเศร้า

ให้กลับสดชื่นมีชีวิตชีวาใกล้เคียงกับคนทั่วไป

แต่ทว่าสภาวะดังกล่าวจะคงอยู่ชั่วคราวเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมง

หลังจากนั้นจิตใจจะกลับสู่สภาวะ

เช่นเดียวกับช่วงเริ่มต้นของการออกกำลังกาย









จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า


อาการซึมเศร้านั้นมีด้วยกันหลายระดับ

ตั้งแต่น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

ไปจนเริ่มมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

และบางคนอาจเป็นถึงระดับของโรคซึมเศร้า

อาการที่พบร่วมอาจเริ่มตั้งแต่รู้สึกเบื่อหน่าย

ไปจนพบอาการต่างๆ มากมาย


ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่นั้น

ผู้ที่มีอารมณ์ซึมเศร้ายังต้องมีอาการ

ที่เข้าตามเกณฑ์การวินิจฉัยของแพทย์







แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

เหตุที่เราจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัย

ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

เนื่องจาก มีโรคทางจิตเวชอื่นหลายโรค

ที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

โรคทางร่างกายหลายโรคและยาบางตัว

ก็สามารถก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการป่วยเป็นโรค

หรือกำลังได้รับยาบางประเภทนั้น

จะต้องเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าเสมอไป







ผู้ป่วยบางคน

อาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากสาเหตุอื่นๆ ก็ได้

การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

และอาศัยทักษะในการตรวจพอสมควร

มีพบบ้างเหมือนกันว่าผู้ป่วยมาด้วยอาการของโรคซึมเศร้า

แต่พอรักษาไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มมีอาการของโรคทางกายให้เห็น

พอส่งตรวจเพิ่มเติมก็พบเป็นโรคทางกายต่างๆ








โรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า

ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าจากการปรับตัวไม่ได้

กับปัญหาที่มากระทบ เป็นภาวะที่เกิดจากการปรับตัวไม่ได้

กับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น ย้ายบ้าน ตกงาน

เกษียน เป็นต้น โดยจะพบอาการซึมเศร้าร่วมด้วยได้

แต่มักจะไม่รุนแรง ถ้ามีคนมาพูดคุย ปลอบใจ

ก็จะดีขึ้นบ้าง อาจมีเบื่ออาหารแต่เป็นไม่มาก

ยังพอนอนได้ เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ ปรับตัวได้

กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ภาวะอารมณ์ซึมเศร้าที่มีก็จะทุเลาลง





โรคอารมณ์แปรปรวน

ในโรคอารมณ์แปรปรวน

ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับโรคซึมเศร้าอยู่ช่วงหนึ่ง

และมีอยู่บางช่วงที่มีอาการออกมาในลักษณะตรงกันข้าม

กับอาการซึมเศร้า เช่น อารมณ์ดีเบิกบานมากผิดปกติ

พูดมาก ขยันมาก เชื่อมั่นตัวเองมากกว่าปกติ

ใช้เงินเปลือง เป็นต้น

ซึ่งทางการแพทย์เรียกระยะนี้ว่า ระยะแมเนีย







ผู้ที่เป็นโรคอารมณ์แปรปรวน

บางครั้งจะมีอาการของโรคซึมเศร้า

บางครั้งก็มีอาการของภาวะแมเนีย





โรควิตกกังวล

พบบ่อยว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะมีอาการวิตกกังวล

ห่วงโน่น ห่วงนี่ ซึ่งเป็นอาการหลักของโรควิตกกังวล

ที่ต่างกันคือในโรควิตกกังวลนั้น จะมีอาการหายใจไม่อิ่ม

ใจสั่น สะดุ้ง ตกใจง่ายร่วมด้วย อาการเบื่ออาหารถึงมีก็เป็นไม่มาก

น้ำหนักไม่ลดลงมากเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

และโรคซึมเศร้านั้นนอกจากอาการวิตกกังวลแล้ว

ก็จะพบอาการซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต ร่วมด้วย

โดยที่อาการอารมณ์เศร้านี้

จะเห็นเด่นชัดกว่าอาการวิตกกังวล








สาเหตุ

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น

เชื่อกันว่าสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย

ทั้งจากด้านกรรมพันธุ์ การพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก

พัฒนาการของจิตใจ รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพ

เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัวเป็นต้น






ปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคซึมเศร้า

ได้แก่

1. กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูง

ในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลายๆ ครั้ง


2. สารเคมีในสมอง พบว่าระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน

โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin)

และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) ลดต่ำลง

รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้

ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน

มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง

ยาแก้เศร้าที่ใช้กันนั้น ก็ออกฤทธิ์โดยการไปปรับสมดุลย์

ของระบบสารเคมีเหล่านี้


3. บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า

เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง

หรือ มองโลกในแง่ร้าย เป็นต้น

บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน

เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้ม

ที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย

ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม

อาการอาจมากจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้






การรักษา

โรคซึมเศร้านี้หากได้รับการรักษา

ผู้ที่เป็นจะอาการดีขึ้นมาก อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อยๆ

หรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจจะกลับมาดีขึ้น

จนผู้ที่เป็นบางคนบอกว่า

ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำใมจึงรู้สึกเศร้าไปได้ถึงขนาดนั้น

ข้อแตกต่างระหว่างโรคนี้กับโรคจิตที่สำคัญประการหนึ่งคือ

ในโรคซึมเศร้า ถ้าได้รับการรักษาจนดีแล้ว

ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม



ขณะที่ในโรคจิตนั้นแม้จะรักษาได้ผลดี

ผู้ที่เป็นก็มักจะยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง

ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนแต่ก่อน

ยิ่งหากมารับการรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งจะอาการดีขึ้นเร็วเท่านั้น

ยิ่งป่วยมานานก็ยิ่งจะรักษายาก



การรักษาที่สำคัญในโรคนี้คือการรักษาด้วยยาแก้เศร้า

โดยเฉพาะในรายที่อาการมาก

ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือ

ชี้แนะการมองปัญหาต่างๆ ในมุมมองใหม่

แนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลาย

และลดความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้า

หรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น



ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จากอินเตอร์เน็ตค่ะ

2009/Aug/29

 

มืดที่สุด จึงจะเห็น แสงสว่าง

โดย วัยวัฒน์ สายทุ้ม

 

หนังสือน่าอ่าน ที่สวย

สะท้อนเรื่องราวมาตั้งแต่หน้าปก

บอกกล่่าวเล่าถึงเรื่องราวของการค้นพบทางออกของชีวิต

ภายใต้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ เลวร้าย

แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้

กลับกลายเป็นว่า ได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญ

..มากยิ่งกว่าการไขว่คว้าให้มีชีวิตอยู่รอด

"คนหลายๆ คน ชอบทำให้ชีวิตเป็นเรื่องยาก

ทั้งๆ ที่มันใฝ่หาแต่เรื่องเรียบง่าย"

 

 

 

ที่จริงแล้วนั้น หากต้องการความสงบในชีวิต

ทำไมยังจะต้องไขว่คว้า หรือใฝ่หาอะไร

หากสามารถผ่านพ้น

ช่วงที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตไปได้แล้วละก็...

คงจะไม่ขออะไรอีกเลย