2009/Oct/28

 

วันฮาโลวีน (Halloween)
เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ในประเทศทางตะวันตก
เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง
มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือตกแต่งฟักทองให้เป็นโคมไฟ
หรือที่เรียกกันว่า jack-o'-lantern

การฉลองวันฮาโลวีนนิยมจัดกันใน สหรัฐอเมริกา,
ไอร์แลนด์, อังกฤษ, แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ประเทศอื่นๆ ในยุโรป
รวมทั้งในทวีปอื่นๆ ก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

ประวัติ

วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาวเซ็ลท (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่ง
ในไอร์แลนด์  ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน
และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่
ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเซ็ลทเชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็น
จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา
จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นๆ เพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ทีนี้ก็เดือดร้อนถึงคนเป็นละซิ ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน
ชาวเซ็ลทจึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น
และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย
นอกจากนี้ ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด
ประมาณว่า ปลอมตัวเป็นผีร้ายไปเลย ไม่ใช่มนุษย์นะ
และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจ หนีหายสาบสูญไปเลย
บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา 'คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง'
เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก



แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสต์กาล
ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์
ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสต์กาล
ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเซ็ลท
แต่ได้ตัดการเผาร่าง 'คนที่ถูกผีสิง' ออก
เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน
กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่างมนุษย์
เสื่อมถอยลงตามลำดับ
ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ
การแต่งตัวเป็นผี แม่มด สัตว์ประหลาด
ตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป

 ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840
โดยชาวไอริชที่อพยพมายังอเมริกา
สำหรับประเพณี Trick or Treat นั้น
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป
ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls'
พวกเขาจะเดินร้องขอ 'ขนมสำหรับวิญญาณ' (Soul cake)
จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า
ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร
วิญญาณของญาติผู้บริจาค ก็ได้รับผลบุญ
ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้มากเท่านั้น

 

 

 

 

 

ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น
เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช
ที่กล่าวถึง Jack-o-lantern
ซึ่งเป็นนักเล่นกล จอมขี้เมา
วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้
และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้
ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้
จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ
'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก'
แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้
เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์
ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก
ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา
เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด
และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง
เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น



ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน
อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน
เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว'
Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ
และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่
แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา
ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก
จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน
หัวผักกาด จึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลนี้

ประเพณี Trick or Treat ในสหรัฐอเมริกา
คือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ เฝ้ารอคอย
ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทอง
และตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่ง
ของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว (Harvest)
ในช่วงเดียวกันนั้น
แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวาน
ที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน
เรียกว่า  Candy
Corn
และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า...
ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซี
เป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน
โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทองประดับ
(เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา)
พร้อมกับถามว่า Trick or treat?
เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้
แล้วมอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น
ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน
หรือเลือกตอบ Trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด
ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน
ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ
แล้วอาจจบลงด้วย การ treat เด็กๆ ด้วยขนมในที่สุด




Comment

Comment:

Tweet