Dhamma

ธรรมะระงับความโกรธ

อุบายในการระงับความโกรธ

โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

  ประการแรก อดทน อย่าให้โกรธ

มันใช้มือไปทุบคนโน้นตีคนนี้ อย่าให้โกรธ

มันใช้ปากไปด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ใช้ความอดทน

ในเมื่อเรายังไม่มีอุบาย ทีนี้อุบายถ้าเราจะใช้

ก็พิจารณาถึงอกเขาอกเรา โกรธแล้วเราไม่ฆ่า

ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก แม้ในใจโกรธอยู่

แต่ไม่ทำสิ่งนั้นลงไป มันก็ไม่มีบาปมีกรรมอะไร

ในเมื่อโกรธมันไปจนสุดฤทธิ์แล้ว มันก็หมดไปเอง

เมื่อเรายังไม่มีอุบาย ถ้าเรามีอุบายพิจารณา

ว่าความโกรธมันเป็นทุกข์อย่างนี้ๆ

เราไม่ควรโกรธเลย เอาแค่นี้ก็ได้

แต่ประการสำคัญที่สุด โกรธแล้วต้องระวัง อดกลั้น

อย่าเผลอไปทำความผิดพลาดอย่างรุนแรงขึ้นมา

เมื่อทำผิดพลาดลงไปแล้วจะเสียใจภายหลัง

เช่น พ่อแม่โกรธลูกคว้าไม้เรียวมาเฆี่ยนมันอย่างไม่นับ

จนหนังมันแตกเป็นริ้วเป็นรอยเลือดสาด

ในขณะที่เราทำอยู่นั้น

เราอาจจะคิดว่าเราได้ทำอะไรสมที่โกรธแล้ว

แต่เมื่อโกรธมันหายไปแล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้น

ความเสียใจภายหลัง

เดี๋ยวก็นั่งร้องไห้กอดเขา “เราไม่น่าทำเลย”

การปฏิบัติเพื่อระงับความโกรธ

1. ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ

ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย

ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธตนก่อน

ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

2. ให้ระลึกถึงความดีของเขา

เพราะแต่ละคนย่อมมีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ในตัว

ถ้าหาความดีไม่ได้จริง ๆ ก็ให้นึกสงสารเขาว่า

ต่อไปจะต้องประสบผลร้าย จากการประพฤติไม่ดีอย่างนี้

3. ให้คิดถึงความจริงที่ว่า การโกรธคือการทำให้ตัวเองทุกข์

คนที่โกรธแล้วเป็นสุขไม่มีในโลก

4. ให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน

กรรมที่เกิดจากความโกรธ จะทำให้ตัวเองตกต่ำลงไปอีก

5. ให้พิจารณาพระจริยาวัตรในปางก่อนของพระศาสดาว่า

พระพุทธเจ้าของเรานั้น กว่าจะตรัสรู้

ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย

ตลอดเวลายาวนาน ได้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น

โดยยอมเสียสละแม้แต่พระชนม์ชีพของพระองค์เอง

เมื่อทรงถูกข่มเหงกลั่นแกล้ง เบียดเบียนด้วยวิธีการต่าง ๆ

ก็ไม่ทรงแค้นเคือง ทรงเอาดีเข้าตอบ

ถึงแม้เขาจะตั้งตัวเป็นศัตรู

6. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา

ความโกรธมีโทษก่อผลร้ายมากมายฉันใด

เมตตาก็มีคุณก่อให้เกิดผลดีมากฉันนั้น

ผู้มีเมตตาย่อมสามารถเอาชนะใจคนอื่น

ซึ่งเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด ไม่กลับแพ้

ผู้ตั้งอยู่ในเมตตาชื่อว่าทำประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

 

Whenever you hear that someone else

has been successful, rejoice.

Always practice rejoicing for others

 --whether your friend or your enemy.

If you cannot practice rejoicing,

no matter how long you live,

you will not be happy.



-Lama Zopa Rinpoche,

"Transforming Problems Into Happiness"

สมาธิมีขั้นเดียว คือ สมาธิ

มันจะก้าวไประดับไหน ก็คือสมาธิอันเดียว

อย่าไปนับขั้นนับตอนอะไร ขอให้มันเป็นสมาธิ

เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเราละบาปได้หรือเปล่า

ศีล ๕ เราบริสุทธิ์หรือเปล่า

เอากันที่ตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน

เรื่องของสมาธิใครจะไปถึงขั้นใดตอนใด

ถ้าจิตไม่บริสุทธิ์ ไม่มีทาง

ในสังคมของพุทธบริษัทที่เราต้องวุ่นวายกันอยู่นี่

เพราะศีลมันไม่เสมอกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าพระสงฆ์นี่

องค์หนึ่งกินนมตอนเย็นได้ แต่อีกองค์หนึ่งกินไม่ได้

พอมาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน

องค์หนึ่งจับจ่ายใช้สอยด้วยมือตนเองไม่ได้ แต่อีกองค์หนึ่งทำได้

มาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าการปกครองบ้านเมืองปกครองศาสนา

บ้านเมืองกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นแหละเป็นหลักสำคัญ

ทางศาสนาศีลคือวินัยเป็นหลักสำคัญ

กฎหมายก็ดี ศีลคือวินัยก็ดี

เป็นหลักที่เราจะปรับความประพฤติให้มีพื้นฐานเท่าเทียมกัน

ถ้าเราไปยิ่งหย่อนกว่ากันแล้วก็มีการปรักปรำกัน

แต่ทางกฎหมายปกครองบ้านเมือง

ในเมื่อมีคดีเกิดขึ้นก็ต้องมีโจทก์มีจำเลย มีหลักฐานพยาน

แต่ศีลคือวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตินี่

ตัวเองเป็นโจทก์ตัวเอง ตัวเองเป็นจำเลยตัวเอง

ตัวเองเป็นหลักฐานพยานตัวเอง

คือตัวเองต้องพิจารณาตัวเองว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติสมาธิ จิตของเราจะไปถึงสมาธิขั้นใดตอนใด

กี่ขั้นกี่ตอนก็ตาม ผลลัพธ์ก็คือว่าเราละความชั่ว

นี่มันอยู่ที่ตรงนี้ ทีนี้หลักการพิสูจน์ว่าเราละความชั่วได้หรือเปล่า

ถ้าสมมติว่าเรามีครอบครัว เราไม่แอบไปหากำไรนอกบ้าน

นั่นแสดงว่าเราบริสุทธิ์แล้ว ดูกันง่ายๆ อย่างนี้

อย่าไปดูให้มันลึกนัก

สำคัญที่ปัจจุบัน

 

ธรรมะดีๆ เก็บมาฝาก จากหลวงพ่อพุธ ฐานิโยค่ะ

 

edit @ 28 Oct 2008 15:40:27 by napa